บริการของสยามยนต์ / แลกเปลี่ยนความรู้การเกษตร
 

ดินดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

ในการเพราะปลูกของเกษตรกร ขั้นตอนการเตรียมดินนับเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากเพราะ “ดิน” เป็นหัวใจสำคัญที่มีผลโดยตรงกับการเจริญเติบโตให้ผลผลิตของพืชที่เพาะปลูก ฉะนั้นถ้าหากถามว่า ดินดี คืออะไร ? เราคงจะตอบกันง่ายๆ ว่าดินดี คือ ดินที่เหมาะสมกับการปลูกพืชที่เราต้องการ ทำให้พืชนิดนั้นสามารถเจริญเติบโตให้ผลผลิตได้อย่างเต็มที่ สิ่งที่น่าคิดต่อไปคือ พี่น้องเกษตรกรทราบหรือไม่ว่าดินที่ท่านใช้ปลูกพืชแต่ละชนิดนั้นเป็นดินดีแล้วหรือยัง ? เราได้นำเกร็ดความรู้ที่เป็นประโยชน์จาก ดร.ประทีป วีระพัฒนนิรันดร์ ผู้เชี่ยวชาญดินและปุ๋ย มาสรุปเป็นข้อแนะนำเฉพาะสิ่งที่คิดว่าเกษตรจะสามารถนำไปปฏิบัติได้ด้วยตนเอง

            ดินที่ดีควรมีคุณสมบัติอย่างไร

  1. ความโปร่งร่วนซุยของดิน ทำให้ดินอุ้มน้ำ ระบายน้ำและถ่ายเทอากาศได้ดี รากพืชชอนไชไปหาน้ำและอาหารได้ง่าย หากดินแข็งหรือแน่นทึบ แนะนำให้เพิ่มอินทรียวัตถุแก่ดิน โดยการไถกลบเศษซากพืชหลังการเก็บเกี่ยว ปลูกพืชตระกูลถั่ว เช่น ปอเทือง ถั่วพร้าแล้วไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสด เติมขี้เค้ก ใส่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก เป็นต้น เพราะอินทรียวัตถุช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินให้เหมือนฟองน้ำทำให้ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น
  2. ความเป็นกรด-ด่างของดิน (ค่า pH) มีผลต่อความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารในดิน ค่า pH ของดินที่เหมาสมอยู่ที่ 6.0-6.5 (ดินเป็นกรดอ่อน) ถ้าดินเป็นกรดจัดหรือดินเปรี้ยวก็จะทำให้พืชขาดธาตุฟอสฟอรัส จึงแนะนำให้ใส่ปูนมาร์ล ปูนขาว ฯลฯ ผสมคลุกเคล้ากับหน้าดินในอัตราที่เหมาะสม แต่หากดินเป็นด่างจะทำให้พืชขาดธาตุฟอสฟอรัส เหล็กและแมงกานีสแนะนำให้ใช้วัสดุปรับปรุงดินที่มีธาตุกำมะถันเป็นส่วนประกอบ
  3. ความอุดมสมบูรณ์ของดิน หมายถึง ปริมาณธาตุอาหารในดินที่เป็นประโยชน์ต่อพืช มิใช่ปริมาณธาตุอาหารทั้งหมดที่มีอยู่ในดิน การใส่ปุ๋ยมากเกินไปนอกจากจะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายแล้วยังทำให้พืชอ่อนแอ โรคและแมลงระบาดได้ง่าย หากใส่ปุ๋ยไม่เพียงพอจะได้ผลผลิตไม่ดีเท่าที่ควร จึงแนะนำให้ ตรวจดิน ก่อนปลูกพืชเพื่อให้รู้ว่าดินขาดธาตุอาหารตัวใดบ้าง? ปริมาณเท่าไหร่? ก็เติมเฉพาะส่วนที่ขาด ซึ่งจะประหยัดค่าใช้จ่ายทำให้การใช้ปุ๋ยมีประสิทธิภาพมากขึ้น